วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554
เรื่องปลา....ปลา...
“ปลา” แหล่งโปรตีนย่อยง่าย คุณภาพดี ไขมันต่ำ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินบี1 บี2 บี6 และวิตามินดี เหมาะกับผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคไต และผู้ป่วยโรคหัวใจ แถมหาซื้อง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญทานอร่อยอีกด้วย
ประเภทของปลา
1. ปลาที่ไม่มีไขมัน หรือมีไขมันน้อย - เนื้อปลามีสีขาว เช่น ปลาเนื้ออ่อน ปลาสำลี ปลาจาละเม็ด ปลากะพง
2. ปลาไขมันปานกลาง - เช่น ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาอินทรี
3. ปลาไขมันสูง - ส่วนมากมีเนื้อสีเหลือง ชมพูหรือเทาอ่อน เช่น ปลาสวาย ปลาเทโพทะเล
เคล็ดลับการเลือกซื้อ - ทำความสะอาด
สังเกตดู…ตาปลาต้องใส เนื้อแน่น เมื่อกดดูไม่บุ๋มตามรอยนิ้วมือ เหงือกสีแดงสด ส่วนขั้นตอนทำความสะอาด ต้องขอดเกล็ดออกให้หมด ถ้าไม่มีเกล็ด ต้องขูดเมือกเหงือก และควักไส้ออก จากนั้นล้างให้สะอาด
ปลา…แหล่งแร่ธาตุไอโอดีน
เมื่อรับประทานปลาทะเล ร่างกายจะได้รับแร่ธาตุไอโอดีนซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันโรคคอพอกชนิดที่เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีน เด็กที่กำลังเจริญเติบโตหากขาดแร่ธาตุชนิดนี้ โอกาสที่จะเป็น “โรคเอ๋อ” ก็มีมากขึ้น และยังทำให้เจริญเติบโตช้า
ปลา…แหล่งแร่ธาตุแคลเซียม
การรับประทานปลาตัวเล็ก ๆ ที่รับประทานได้ทั้งตัว เช่น ปลาข้าวสาร ปลาฉิ้งฉั้ง ปลากระป๋อง จะเพิ่มธาตุแคลเซียมที่ได้จากกระดูกปลา ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และกระดูกหักง่าย
ไขมันจากปลา
เป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีความจำเป็นต่อร่างกายเพราะช่วยในกระบวนการเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงาน และยังไม่ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
น้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลาต่างกันอย่างไร
• น้ำมันตับปลา สกัดจากตับของปลาทะเล นิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้งฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ
• น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า 3 คือ
Eicosapentaenoic acid (EPA) และ Docosahexaenoic acid (DHA)
ปัจจุบัน วงการแพทย์ให้ความสนใจถึงความสัมพันธ์ของน้ำมันปลากับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และสาเหตุการเกดโรคก็มาจากการที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจไหลเวียนไม่สะดวกเพราะผนังหลอดเลือดหนาและแข็งขึ้นจากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอล การอุดตันของเกร็ดเลือดที่รวมตัวกันส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง บางรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้ จึงมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้รับประทานน้ำมันปลา เพราะมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด และยังช่วยลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี
รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม
* ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง
จะปลาเล็ก..ปลาน้อย..ปลาตัวโต หากเรารับประทานปลาเป็นประจำ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไขมันอุดตันก็จะน้อยกว่าคนทั่วไป ที่สำคัญ ยังมีผลวิจัยว่าสาร DHA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะในส่วนของความจำ และการเรียนรู้ เพราะสาร DHA จะเข้าไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของปลายประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแพง ๆ มารับประทาน เพราะแค่ปลาตาใส ๆ ที่วางขายในตลาดแถวบ้าน เช่น ปลาทู ปลาตะเพียน ก็มีสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว
ประเภทของปลา
1. ปลาที่ไม่มีไขมัน หรือมีไขมันน้อย - เนื้อปลามีสีขาว เช่น ปลาเนื้ออ่อน ปลาสำลี ปลาจาละเม็ด ปลากะพง
2. ปลาไขมันปานกลาง - เช่น ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาอินทรี
3. ปลาไขมันสูง - ส่วนมากมีเนื้อสีเหลือง ชมพูหรือเทาอ่อน เช่น ปลาสวาย ปลาเทโพทะเล
เคล็ดลับการเลือกซื้อ - ทำความสะอาด
สังเกตดู…ตาปลาต้องใส เนื้อแน่น เมื่อกดดูไม่บุ๋มตามรอยนิ้วมือ เหงือกสีแดงสด ส่วนขั้นตอนทำความสะอาด ต้องขอดเกล็ดออกให้หมด ถ้าไม่มีเกล็ด ต้องขูดเมือกเหงือก และควักไส้ออก จากนั้นล้างให้สะอาด
ปลา…แหล่งแร่ธาตุไอโอดีน
เมื่อรับประทานปลาทะเล ร่างกายจะได้รับแร่ธาตุไอโอดีนซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันโรคคอพอกชนิดที่เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีน เด็กที่กำลังเจริญเติบโตหากขาดแร่ธาตุชนิดนี้ โอกาสที่จะเป็น “โรคเอ๋อ” ก็มีมากขึ้น และยังทำให้เจริญเติบโตช้า
ปลา…แหล่งแร่ธาตุแคลเซียม
การรับประทานปลาตัวเล็ก ๆ ที่รับประทานได้ทั้งตัว เช่น ปลาข้าวสาร ปลาฉิ้งฉั้ง ปลากระป๋อง จะเพิ่มธาตุแคลเซียมที่ได้จากกระดูกปลา ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และกระดูกหักง่าย
ไขมันจากปลา
เป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีความจำเป็นต่อร่างกายเพราะช่วยในกระบวนการเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงาน และยังไม่ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
น้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลาต่างกันอย่างไร
• น้ำมันตับปลา สกัดจากตับของปลาทะเล นิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้งฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ
• น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า 3 คือ
Eicosapentaenoic acid (EPA) และ Docosahexaenoic acid (DHA)
ปัจจุบัน วงการแพทย์ให้ความสนใจถึงความสัมพันธ์ของน้ำมันปลากับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และสาเหตุการเกดโรคก็มาจากการที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจไหลเวียนไม่สะดวกเพราะผนังหลอดเลือดหนาและแข็งขึ้นจากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอล การอุดตันของเกร็ดเลือดที่รวมตัวกันส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง บางรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้ จึงมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้รับประทานน้ำมันปลา เพราะมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด และยังช่วยลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี
รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม
* ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง
จะปลาเล็ก..ปลาน้อย..ปลาตัวโต หากเรารับประทานปลาเป็นประจำ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไขมันอุดตันก็จะน้อยกว่าคนทั่วไป ที่สำคัญ ยังมีผลวิจัยว่าสาร DHA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะในส่วนของความจำ และการเรียนรู้ เพราะสาร DHA จะเข้าไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของปลายประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแพง ๆ มารับประทาน เพราะแค่ปลาตาใส ๆ ที่วางขายในตลาดแถวบ้าน เช่น ปลาทู ปลาตะเพียน ก็มีสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว
รศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty ofMedicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
อันตราย! เมลามีน
จากการปนเปื้อนสารเมลามีนในนมที่ประเทศจีน เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต 4 ราย และมีเด็กล้มป่วยกว่า 60,000 คน อีก 150 ราย เกิดอาการไตวาย และลุกลามไปยังหลายประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน จนต้องเร่งตรวจสอบสารเมลามีนในผลิตภัณฑ์นมผงและสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน ทำไมเขาถึงใช้สารนี้มาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เรามีคำตอบครับ
สารเมลามีน จัดเป็นสารอินทรีย์ ประกอบด้วยสาร ไซยานาไมต์ (Cyanamide) เป็นองค์ประกอบ เมื่อนำไปเผาจะเกิดสารฟอร์มาลดีไฮด์ หรือที่รู้จักคุ้นเคยกันคือ ฟอร์มาลีน เนื่องจากคุณสมบัติของเมลามีนที่เป็นผงสีขาว มีสูตรโครงสร้างทางเคมี C3H6 N6 (1,3,5 -Triazine -2,4,6 -Triamine) เมื่อนำมาละลายน้ำจะละลายน้ำได้น้อย มีลักษณะเป็นคอลลอยด์เช่นเดียวกับน้ำนมสดมาก นอกจากลักษณะทางกายภาพที่เหมือนกับนมผงมากจนแทบแยกไม่ออกแล้ว เมลามีนบริสุทธิ์ยังมีองค์ประกอบของไนโตรเจนสูงมาก 66.67 % คิดเป็นปริมาณโปรตีนได้ 416.66 %
ดังนั้นเมื่อนำเมลามีนมาผสมในน้ำนมหรือนมผงก็ทำให้ผลการตรวจพบเปอร์เซ็นต์ไนโตรเจนสูงขึ้นด้วย จึงทำให้เข้าใจผิดได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตรวจนั้นมีโปรตีนสูง คุณภาพดีได้มาตรฐานด้วย ทั้งนี้เพราะการตรวจหาปริมาณโปรตีนในนมผง ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้โดยตรง แต่จะทำทางอ้อมด้วยการตรวจหาปริมาณไนโตรเจนแทน เนื่องจากโปรตีนมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกัน ขณะที่วิธีวิเคราะห์ไนโตรเจนทางเคมีโดยทั่วไปก็ยังบอกได้แค่ว่ามีไนโตรเจนเท่าไร แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นไนโตรเจนจากสารอะไร จึงต้องใช้วิธีตรวจวิเคราะห์
นอกจากนี้เมลามีนยังปนเปื้อนมาจากยากำจัดศัตรูพืชในทางการเกษตร (Cyromazine) ซึ่งตกค้างในดินและพืช โดยสัตว์จะได้รับสารดังกล่าวทางอ้อมจากการกินหญ้าหรือพืชที่ปนเปื้อน ทำให้มีการสะสมในร่างกายและในสารคัดหลั่งของสัตว์ เช่น น้ำนม ซึ่งเป็นสมมตฐานในกรณีที่ตรวจพบสารดังกล่าวโดยไม่ทราบแหล่งที่มาหรือมีการเติมสารนั้นโดยไม่ตั้งใจ
พิษของสารเมลามีน
ฤทธิ์ของสารเมลามีนนั้น ไม่จำเป็นต้องกินเข้าไปโดยตรง เพียงแค่สูดดมเข้าไป หรือผิวหนังสัมผัสก็ทำให้เกิดการระคายเคือง จนส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้แล้ว ฉะนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ถ้ากินเข้าไป จะเกิดอะไรขึ้น เพราะร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารเมลามีนได้ ไตจึงไม่สามารถขับสารพิษออกมาทางปัสสาวะ ดังนั้นเมื่อสารนี้เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารอีกชนิดหนึ่ง คือ Cyanuric acid ทำให้เกิด Melamine cyanurate ซึ่งจะจับตัวแข็งและสะสมจนกลายเป็นนิ่วในท่อปัสสาวะและกรวยไต ก่อให้เกิดมะเร็งที่ท่อปัสสาวะ ทำลายระบบสืบพันธุ์ และมีรายงานการทดลองว่าทำให้ไตวายอย่างเฉียบพลันได้ในสัตว์ทดลอง
และเนื่องจากเมลามีนมีคุณสมบัติทนความร้อน จึงนิยมใช้ทำผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งสารเมลามีนนี้จะใช้ในกระบวนการผลิตภาชนะ อาหารสัตว์ ซึ่งนอกจากจีนจะขายในประเทศแล้ว ยังส่งออกไปขายยัง 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในรูปของเศษเมลามีนที่เหลือจากโรงงานพลาสติก ซึ่งมีราคาถูก โดยผู้ขายจากจีนจะใช้ชื่อว่า "ไบโอโปรตีน" หรือโปรตีนเทียมแทนชื่อเมลามีน ให้ผู้เลี้ยงสัตว์นำไปผสมในอาหารสัตว์ เพราะมีราคาถูกกว่าโปรตีนอื่นๆ ที่เป็นพวกธัญพืชหรือเนื้อสัตว์เกือบ 5 เท่า จึงลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ในประเทศไทยเองยังตรวจไม่พบว่ามีสัตว์เสียชีวิตจากสารอันตรายนี้
ใช้ภาชนะเมลามีนเสี่ยงอันตรายสำหรับการนำภาชนะที่ทำจากสารเมลามีนมาใส่อาหารในภาวะปกติไม่มีอันตรายถ้าใช้ตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ แต่ขอเตือนว่าไม่ควรนำภาชนะเมลามีนมาใช้กับไมโครเวฟ เพราะความร้อนจากไมโครเวฟ จะทำให้มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ปนเปื้อนเกินมาตรฐานที่กำหนด ดังนั้น ถ้าจะใช้ภาชนะในการอุ่นหรือปรุงอาหารควรใช้ภาชนะที่ระบุว่าใช้กับไมโครเวฟหรือเซรามิค และไม่ควรนำภาชนะเมลามีนใส่อาหารร้อนหรือน้ำที่เดือดจัด ซึ่งมีอุณหภูมิเกิน 100 องศาเซลเซียส แต่หากต้องการการนำภาชนะเมลามีนมาใส่อาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวหรือแกงที่ยกออกจากเตา ขอให้ทิ้งไว้ให้เย็นลงสักระยะก่อนใช้งาน ระวังการเลือกซื้อมาบริโภค
ควรเลือกซื้ออาหารที่มีฉลากระบุแหล่งผลิต มีวันที่ผลิตและวันหมดอายุชัดเจน บรรจุภัณฑ์ไม่เก่าหรือฉีกขาด ผลิตจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ตัวอย่างอาหารที่ควรระวังได้แก่ ปลาป่น โปรตีนจากพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น corn gluten , soy bean meal, soy protein , rice bran, rice protein concentrate โปรตีนจากวุ้นเส้น อาหารจำพวกผลิตภัณฑ์จากนมหรือมีส่วนผสมของนมจากแหล่งผลิตเช่น จากประเทศจีน และควรติดตามข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขด้วย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวเกี่ยวกับสารเมลามีน แต่นี่จะเป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกตระหนักถึงพิษภัยเจ้าสารร้ายและหาทางป้องกันอย่างจริงจัง
สารเมลามีน จัดเป็นสารอินทรีย์ ประกอบด้วยสาร ไซยานาไมต์ (Cyanamide) เป็นองค์ประกอบ เมื่อนำไปเผาจะเกิดสารฟอร์มาลดีไฮด์ หรือที่รู้จักคุ้นเคยกันคือ ฟอร์มาลีน เนื่องจากคุณสมบัติของเมลามีนที่เป็นผงสีขาว มีสูตรโครงสร้างทางเคมี C3H6 N6 (1,3,5 -Triazine -2,4,6 -Triamine) เมื่อนำมาละลายน้ำจะละลายน้ำได้น้อย มีลักษณะเป็นคอลลอยด์เช่นเดียวกับน้ำนมสดมาก นอกจากลักษณะทางกายภาพที่เหมือนกับนมผงมากจนแทบแยกไม่ออกแล้ว เมลามีนบริสุทธิ์ยังมีองค์ประกอบของไนโตรเจนสูงมาก 66.67 % คิดเป็นปริมาณโปรตีนได้ 416.66 %
ดังนั้นเมื่อนำเมลามีนมาผสมในน้ำนมหรือนมผงก็ทำให้ผลการตรวจพบเปอร์เซ็นต์ไนโตรเจนสูงขึ้นด้วย จึงทำให้เข้าใจผิดได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตรวจนั้นมีโปรตีนสูง คุณภาพดีได้มาตรฐานด้วย ทั้งนี้เพราะการตรวจหาปริมาณโปรตีนในนมผง ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้โดยตรง แต่จะทำทางอ้อมด้วยการตรวจหาปริมาณไนโตรเจนแทน เนื่องจากโปรตีนมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกัน ขณะที่วิธีวิเคราะห์ไนโตรเจนทางเคมีโดยทั่วไปก็ยังบอกได้แค่ว่ามีไนโตรเจนเท่าไร แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นไนโตรเจนจากสารอะไร จึงต้องใช้วิธีตรวจวิเคราะห์
นอกจากนี้เมลามีนยังปนเปื้อนมาจากยากำจัดศัตรูพืชในทางการเกษตร (Cyromazine) ซึ่งตกค้างในดินและพืช โดยสัตว์จะได้รับสารดังกล่าวทางอ้อมจากการกินหญ้าหรือพืชที่ปนเปื้อน ทำให้มีการสะสมในร่างกายและในสารคัดหลั่งของสัตว์ เช่น น้ำนม ซึ่งเป็นสมมตฐานในกรณีที่ตรวจพบสารดังกล่าวโดยไม่ทราบแหล่งที่มาหรือมีการเติมสารนั้นโดยไม่ตั้งใจ
พิษของสารเมลามีน
ฤทธิ์ของสารเมลามีนนั้น ไม่จำเป็นต้องกินเข้าไปโดยตรง เพียงแค่สูดดมเข้าไป หรือผิวหนังสัมผัสก็ทำให้เกิดการระคายเคือง จนส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้แล้ว ฉะนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ถ้ากินเข้าไป จะเกิดอะไรขึ้น เพราะร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารเมลามีนได้ ไตจึงไม่สามารถขับสารพิษออกมาทางปัสสาวะ ดังนั้นเมื่อสารนี้เข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารอีกชนิดหนึ่ง คือ Cyanuric acid ทำให้เกิด Melamine cyanurate ซึ่งจะจับตัวแข็งและสะสมจนกลายเป็นนิ่วในท่อปัสสาวะและกรวยไต ก่อให้เกิดมะเร็งที่ท่อปัสสาวะ ทำลายระบบสืบพันธุ์ และมีรายงานการทดลองว่าทำให้ไตวายอย่างเฉียบพลันได้ในสัตว์ทดลอง
และเนื่องจากเมลามีนมีคุณสมบัติทนความร้อน จึงนิยมใช้ทำผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งสารเมลามีนนี้จะใช้ในกระบวนการผลิตภาชนะ อาหารสัตว์ ซึ่งนอกจากจีนจะขายในประเทศแล้ว ยังส่งออกไปขายยัง 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในรูปของเศษเมลามีนที่เหลือจากโรงงานพลาสติก ซึ่งมีราคาถูก โดยผู้ขายจากจีนจะใช้ชื่อว่า "ไบโอโปรตีน" หรือโปรตีนเทียมแทนชื่อเมลามีน ให้ผู้เลี้ยงสัตว์นำไปผสมในอาหารสัตว์ เพราะมีราคาถูกกว่าโปรตีนอื่นๆ ที่เป็นพวกธัญพืชหรือเนื้อสัตว์เกือบ 5 เท่า จึงลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ในประเทศไทยเองยังตรวจไม่พบว่ามีสัตว์เสียชีวิตจากสารอันตรายนี้
ใช้ภาชนะเมลามีนเสี่ยงอันตรายสำหรับการนำภาชนะที่ทำจากสารเมลามีนมาใส่อาหารในภาวะปกติไม่มีอันตรายถ้าใช้ตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ แต่ขอเตือนว่าไม่ควรนำภาชนะเมลามีนมาใช้กับไมโครเวฟ เพราะความร้อนจากไมโครเวฟ จะทำให้มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ปนเปื้อนเกินมาตรฐานที่กำหนด ดังนั้น ถ้าจะใช้ภาชนะในการอุ่นหรือปรุงอาหารควรใช้ภาชนะที่ระบุว่าใช้กับไมโครเวฟหรือเซรามิค และไม่ควรนำภาชนะเมลามีนใส่อาหารร้อนหรือน้ำที่เดือดจัด ซึ่งมีอุณหภูมิเกิน 100 องศาเซลเซียส แต่หากต้องการการนำภาชนะเมลามีนมาใส่อาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวหรือแกงที่ยกออกจากเตา ขอให้ทิ้งไว้ให้เย็นลงสักระยะก่อนใช้งาน ระวังการเลือกซื้อมาบริโภค
ควรเลือกซื้ออาหารที่มีฉลากระบุแหล่งผลิต มีวันที่ผลิตและวันหมดอายุชัดเจน บรรจุภัณฑ์ไม่เก่าหรือฉีกขาด ผลิตจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ตัวอย่างอาหารที่ควรระวังได้แก่ ปลาป่น โปรตีนจากพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น corn gluten , soy bean meal, soy protein , rice bran, rice protein concentrate โปรตีนจากวุ้นเส้น อาหารจำพวกผลิตภัณฑ์จากนมหรือมีส่วนผสมของนมจากแหล่งผลิตเช่น จากประเทศจีน และควรติดตามข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขด้วย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวเกี่ยวกับสารเมลามีน แต่นี่จะเป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกตระหนักถึงพิษภัยเจ้าสารร้ายและหาทางป้องกันอย่างจริงจัง
ผศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร
ประธานศูนย์พิษวิทยาศิริราช
Faculty ofMedicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ประธานศูนย์พิษวิทยาศิริราช
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง
กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต
ผลไม้ทั้งหมดนี้มีสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม
• ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย คือ แก้วมังกร มะขามเทศ มังคุด ลิ้นจี่ และสาลี่
• ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง คือ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เม็ด มะขามป้อม มะขามเทศ เงาะโรงเรียน ลูกพลับ สตรอเบอร์รี่ มะละกอสุก ส้มโอขาว แตงกวา และพุทราแอปเปิล
• การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรก คือ ขนุนหนัง มะขามเทศ มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำ แก้วมังกรเนื้อสีชมพู สตอเบอร์รี่ และกล้วยไข่
ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของอาหารสารที่ช่วยกำจัด อนุมูลอิสระ ที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต
ผลไม้ทั้งหมดนี้มีสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม
• ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย คือ แก้วมังกร มะขามเทศ มังคุด ลิ้นจี่ และสาลี่
• ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง คือ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เม็ด มะขามป้อม มะขามเทศ เงาะโรงเรียน ลูกพลับ สตรอเบอร์รี่ มะละกอสุก ส้มโอขาว แตงกวา และพุทราแอปเปิล
• การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรก คือ ขนุนหนัง มะขามเทศ มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำ แก้วมังกรเนื้อสีชมพู สตอเบอร์รี่ และกล้วยไข่
ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของอาหารสารที่ช่วยกำจัด อนุมูลอิสระ ที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด
หยก กับความเชื่อของชาวจีน
หยก หรือ ยู่ ในภาษาจีนกลาง หรือ เง็ก ในภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ อัญมณีที่ชาวจีนยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม 5 ประการ คือ ใจบุญ สมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม และมีสติปัญญา ชาวจีนมีความผูกพันกับหยกตั้งแต่เกิดจนตายก็ว่าได้ เพราะชาวจีนเชื่อว่าหยกเป็นอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง ความร่ำรวย ความมีโชคแก่ผู้ครอบครองและทำให้อายุยืนด้วยดังนั้น ชาวจีนในสมัยก่อนไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดจึงนิยมใช้หยกเป็นเครื่องประดับและ เครื่องใช้ต่าง เช่น พระจักรพรรดิใช้หยกเป็นตราพระราชลัญจกร พระธำมรงค์ พระคทา หรือพระที่นั่ง ชาวจีนทั่วไปมักจะให้ลูกหลานของตนพกหยกติดตัวไว้เสมอ ถ้าเป็นเด็กหญิงจะสวมกำไลหยก แต่ถ้าเป็นเด็กชายก็จะพกเครื่องใช้ที่ทำด้วยหยกหรือจี้พระหยก เมื่อเสียชีวิตหยกก็จะถูกฝังลงไปพร้อมกับศพ
การที่ชาวจีนฝังหยกลงไปด้วยกันกับศพนี้ เนื่องจากเชื่อกันว่าหยกสามารถรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยได้ ดังที่มีการขุดพบฉลองพระองค์หยกของพระจักรพรรดิในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกเมื่อ 2,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันความเชื่อนี้ ส่วนประเพณีทำศพนั้น ชาวจีนมักจะนำหยกที่แกะสลักเป็นรูปกลมแบนมีรูตรงกลางซึ่งแทนสัญลักษณ์ของ สวรรค์ที่เรียกว่า "ปิ" (Pi) มาวางไว้ด้านหลังศพ ส่วนบนท้องศพจะวางหยกรูปสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโลก เรียกว่า "จุง" (Tsung) เพื่อให้สวรรค์หนุนหลัง
หยกสีเขียว คือ สีที่ผู้คนนิยมสวมใส่มากที่สุด แต่นอกจากสีเขียวแล้วหยกยังมีสีสันอื่น ๆ อีก เช่น แดง ม่วง เหลือง น้ำตาล สีของหยกที่แตกต่างกันเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของสิริมงคลที่แตกต่างกันไป
เช่น หยกสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ร่ำรวย หยกสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความมีโชค หยกสีม่วงเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์พร้อม หยกสีอ่อน ๆ เนื้อแก้วเป็นสัญลักษณ์ของจิตใจที่สงบสุข ส่วนลักษณะที่แข็งและหนาแน่นของหยกเปรียบเหมือนความฉลาดและความกล้าหาญ ความลื่นเป็นมันของผิวหยก คือ ความยุติ - ธรรม และการให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเป็นเครื่องหมายของความกตัญญู
นอกจากนี้ ชาวจีนยังเชื่อกันอีกว่าหยกมีอำนาจคุ้มครองผู้สวมใส่ให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย เป็นเครื่องรางบอกเหตุได้ว่าผู้สวมใส่กำลังมีโชคหรือมีเคราะห์อย่างไร สังเกตได้จากสีของหยก หากหยกมีสีสันสดใส นั่นก็หมายความว่า เจ้าของหยกกำลังจะมีโชค
แต่ถ้าหากหยกมีสีหมองลงหรือมองเห็นรอยแตกร้าวชัดขึ้นก็แปลว่า เจ้าของหยกกำลังจะมีเคราะห์มาเยือน หยกที่ชาวจีนใช้เป็นเครื่องรางมักจะแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา เต่า จิ้งหรีด หน้าเสือ
ทางด้านการรักษาโรค ชาวจีนเชื่อกันว่าหากกินหยกบดละเอียดจะช่วยรักษาโรคไต โรคเจ็บสีข้าง โรคโลหิตจาง โรคหอบหืด
ชาวจีนศรัทธาและยกย่องอัญมณีสีเขียวล้ำค่านี้มากจนนำคำว่า "หยก" มาใช้เป็นคำแสดงลักษณะอาการที่ประณีต งดงาม และมีความหมายในทางที่ดีงามอีกด้วย เช่น
"ยู่หนู่" แปลตามตัวว่า ผู้ที่ทำด้วยหยก แต่ความหมายที่แท้จริง คือผู้หญิงสวย
"ยู่เมี่ยน" แปลว่าหน้าหยก แต่ความหมายที่แท้จริง คือใบหน้าอันงดงาม "ยู่ถี่"แปลว่า ร่างที่ทำด้วยหยก แต่ความหมายที่แท้จริง คือร่างอันมีค่าของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง
ทุกวันนี้ชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงใช้หยกเป็นเครื่องประดับอยู่ แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานาน แต่ความเชื่อความศรัทธาในคุณค่าของอัญมณีชิ้นหนึ่งสามารถถ่ายถอดมาสู่ผู้คน รุ่นหลังได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่า หยก คือ อัญมณีคู่ชีวิตของชาวจีนจริง ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.sgs.ac.th
ขอบคุณข้อมูลจาก Photos.com
ขอบคุณข้อมูลจาก Photos.com
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
โอกาสในการมีงานทำของคนที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์
โอกาสในการมีงานทำ
สามารถประกอบอาชีพเป็นพนักงานในธนาคาร พนักงานในองค์การระหว่างประเทศ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว นักวิจัย นักวิชาการด้านธุรกิจการค้าและเศรษฐกิจ สถาบันการเงินทั่วไป อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ในตลาดแรงงานยังมีความต้องการ นักเศรษฐศาสตร์อีกมาก
ผู้ประกอบอาชีพนี้ สามารถประกอบอาชีพได้หลายประเภท ในสถานที่ต่างๆ ได้หลายแห่งทั้งที่เป็นหน่วยงานของราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน บริษัท ห้างร้านต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน และได้รับการเลื่อนตำแหน่งจนถึงตำแหน่งหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการฝ่าย ผู้อำนวยการ ผู้จัดการใหญ่ในภาคเอกชน ส่วนในภาครัฐ ถ้ามีการศึกษาในระดับที่สูงกว่าระดับ ปริญญาตรี มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการบริหารงานจะสามารถเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจนถึงระดับบริหารสูงสุดในหน่วยงานนั้น โดยทั่วไปผู้ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ หรือวิชาการบริหารธุรกิจก็สามารถเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งงานที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชา เศรษฐศาสตร์
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
นักบัญชี นักธุรกิจ นักบริหาร นักวิเคราะห์ระบบ นักวิจัย นักวางแผน นักการธนาคาร นักการเงิน นักการคลัง นักสถิติ นักการแรงงาน
เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่บุคคล เจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์
เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่บุคคล เจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์
ความสำคัญและประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์
ความสำคัญและประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์ แบ่งได้ ดังนี้
1.ในฐานะผู้บริโภค >>> รู้จักเลือกสินค้าและบริการให้สัมพันธ์กับรายได้
>>> ได้รับความพอใจสูงสุดในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการ
>>> เกิดการรอบอบในการใช้จ่าย
>>> รู้จักวางแผนในการใช้จ่ายเงิน
2.ในฐานะผู้ผลิต >>> เลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด (กำไร)
>>> ตัดสินใจใช้ปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและได้ผลกำไรสูงสุด
>>> ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
3.ในฐานะผู้บริหารประเทศ ( รัฐบาล )
>>> ใช้ในการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจของชาติ
>>> จัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม
>>> รักษาผลประโยชน์ของชาติทางด้านการค้าการลงทุน
4.ในฐานะพลเมือง >>> เข้าใจบทบาทการทำงานของรัฐบาล
>>> ให้ความร่วมมือกับการบริหารของรัฐบาล เช่น การเสียภาษีฯ
1.ในฐานะผู้บริโภค >>> รู้จักเลือกสินค้าและบริการให้สัมพันธ์กับรายได้
>>> ได้รับความพอใจสูงสุดในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการ
>>> เกิดการรอบอบในการใช้จ่าย
>>> รู้จักวางแผนในการใช้จ่ายเงิน
2.ในฐานะผู้ผลิต >>> เลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด (กำไร)
>>> ตัดสินใจใช้ปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและได้ผลกำไรสูงสุด
>>> ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
3.ในฐานะผู้บริหารประเทศ ( รัฐบาล )
>>> ใช้ในการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจของชาติ
>>> จัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม
>>> รักษาผลประโยชน์ของชาติทางด้านการค้าการลงทุน
4.ในฐานะพลเมือง >>> เข้าใจบทบาทการทำงานของรัฐบาล
>>> ให้ความร่วมมือกับการบริหารของรัฐบาล เช่น การเสียภาษีฯ
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการบริจาค
การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แทบทุกภาคของประเทศ ได้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก ข่าวที่ตามมาก็คือการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การบริจาคเงิน สิ่งของจำเป็น หรือแม้แต่การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ เพื่อไปร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในเวลาเช่นนี้ ผู้บริจาคมีต้นทุนธุรกรรมจากการหา (search cost) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เนื่องจาก ผู้บริจาคย่อมทราบดีว่าผู้ประสบภัยมีความต้องการอะไร เช่น อาหาร เสื้อผ้า น้ำดื่ม ที่พักอาศัย เป็นต้น ดังนั้น โอกาสที่การช่วยเหลือจะสามารถเยียวยาหรือบรรเทาความทุกข์จึงเกิดขึ้นได้มาก แต่ก็อาจจะมีคำถามว่าอะไรคือเหตุที่ผู้คนมากมายสมัครใจที่จะให้ความช่วยเหลือบุคคลที่กำลังประสบความลำบาก
ตามแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการให้ Serge-Christophe Kolm ได้แบ่งรูปแบบของการให้ (giving) ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการโอนย้ายถ่ายเทสินค้าและบริการของคน ในสังคมออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
1) การเอาไป (taking) เป็นการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยการยึด ยื้อแย่งสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง โดยเจ้าของสิ่งนั้นไม่เต็มใจ
2) การแลกเปลี่ยน (exchange) เป็นรูปแบบการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ ที่ตั้งอยู่บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของตน (self-interest) เช่น การแลกเปลี่ยนผ่านกลไกตลาด (market exchange)
3) การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (reciprocity) เป็นรูปแบบการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน แต่อยู่บนหลักการของความเอื้ออาทรต่อกันและกันมากกว่า การเน้นการรักษาผลประโยชน์ของตน (self-interest) เป็นที่ตั้ง
และสุดท้าย
4) การบริจาค (giving) หมายถึงการโอนย้ายถ่ายเท (transfer) สินค้าและบริการ จากคนหนึ่งหรือหลายคนไปสู่คนอื่น โดยไม่มีเงื่อนไข รูปแบบการให้แบบนี้มีเหตุผลหลักมาจากการคำนึงถึง ผลประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าผลประโยชน์ของตน (altruism) ซึ่งตรงกันข้ามกับการคำนึงถึงประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง
บุคคลจะมีพฤติกรรมการให้เป็นไปในลักษณะใด ย่อมขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่น อรรถประโยชน์ของแต่ละบุคคล หากบุคคลมีความเห็นแก่ตัว (selfish) ลักษณะหรือรูปแบบของการให้ก็จะเป็นไปในทางของการแลกเปลี่ยนที่มุ่งหวังผลประโยชน์แก่ตัวเอง ซึ่งแสดงว่าอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจของบุคคลจะเพิ่มขึ้น หากได้รับสินค้าและบริการมาเพื่อการบริโภคของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แต่หากบุคคลเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคลอื่น ๆ เป็นที่ตั้ง (altruistic) รูปแบบการให้ก็จะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และ/หรือการให้ ซึ่งแสดงว่าอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจของบุคคลจะเพิ่มขึ้น หากสินค้าและบริการถูกกระจายไปถึงมือของบุคคลอื่น ๆ รอบข้างเพิ่มมากขึ้น
ถึงตรงนี้ อาจจะดูเหมือนเป็นการขัดแย้งกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเรามักจะสมมติให้บุคคลมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่ในโลกความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่า มนุษย์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเพียงกับตัวเองอย่างเดียว แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะมนุษย์มีความรู้สึกทางจริยธรรม (moral sentiments) เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดการดำเนินชีวิต นั่นคือ นอกจากอรรถประโยชน์ของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับระดับการบริโภคสินค้าและบริการของ ตัวเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของบุคคลอื่นในสังคมด้วย
ดังนั้น นอกจากเราจะเลือกบริโภคสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ตัวเองแล้ว ในบางกรณี เรายังจะเลือกโอนย้ายถ่ายเทสินค้าและบริการในความ ครอบครองของเราไปให้บุคคลอื่นบริโภคใน รูปแบบของการบริจาค ซึ่งเมื่อบุคคลอื่นได้รับความพึงพอใจจากการบริโภคเพิ่มขึ้นแล้ว จะส่งผลย้อนกลับมาให้เรามีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือ "เราเห็นบุคคลอื่นเป็นสุข เราย่อมเป็นสุขด้วย"
Jack Hirshleifer and David Hirshleifer ได้อธิบายในประเด็นนี้เอาไว้ว่า ความพึงพอใจของบุคคลที่เป็นผู้บริจาค จะขึ้นอยู่กับฐานะรายได้ของตัวเองและบุคคลอื่น โดยหากเรามีฐานะร่ำรวยกว่าบุคคลอื่น เราก็จะมีความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจต่อบุคคลอื่น และจะจัดสรรเงินที่เรามีอยู่ให้กับบุคคลอื่น จนกว่าเราจะบรรลุถึงความ พึงพอใจสูงสุด แต่หากเรามีรายได้เท่ากับบุคคลอื่น เราก็จะไม่บริจาคเงินให้กับบุคคลอื่น เพราะฐานะของเรากับบุคคลอื่นเท่ากันอยู่แล้ว หรือก็คือเราจะตัดสินใจให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเห็นว่าผู้อื่นอยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่าเรานั่นเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมบริจาคเงิน สิ่งของต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม บางรายถึงกับไปร่วมแจกสิ่งของในพื้นที่เลยก็มี
คำถามที่ตามมาก็คืออะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้บุคคลบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ในประเด็นนี้ เราสามารถหาคำตอบได้จากงานวิจัยของ James Andreoni ซึ่งได้แบ่งแรงจูงใจในการบริจาคออกเป็น 2 ลักษณะ คือแรงจูงใจในการบริจาคแบบ Pure altruism คือแรงจูงใจของการบริจาค อันเป็นผลจากการที่บุคคลนึกถึงผู้อื่นเพียงอย่างเดียว และแรงจูงใจในการบริจาคแบบ Impure altru ism คือแรงจูงใจของการบริจาค อันเป็นผลจากการที่บุคคลนึกถึงผู้อื่นและตัวเอง
ในกรณีที่แรงจูงใจในการบริจาคเป็นแบบ Pure altruism แสดงว่าผู้บริจาคจะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็คือบุคคลอาจจะไม่ได้เป็นผู้บริจาคก็ได้ แต่หากบุคคลเห็นว่าในสังคมตอนนี้มีปริมาณสิ่งของบริจาคมากขึ้น บุคคลนั้นก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย หรือกล่าวได้ว่า ในกรณีที่ผู้บริจาคมีแรงจูงใจแบบ Pure altruism จะเกิดการหักล้างกัน (Crowd- out) กันโดยสมบูรณ์ระหว่างสิ่งของบริจาคของผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง คือหากมีผู้หนึ่งบริจาคสิ่งของเพิ่มมากขึ้น อีกบุคคลหนึ่งก็จะลดระดับการบริจาคของตัวเองลง เพราะบุคคลสนใจเพียงว่า ปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมมีเพียงพอกับผู้รับบริจาคหรือไม่ ซึ่ง James Andreoni กล่าวว่า แนวคิดแบบนี้อาจจะไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมการบริจาคของบุคคลได้ เพราะแม้ว่าสิ่งของบริจาคทั้งหมดจะเพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว บุคคลก็ยังมีความต้องการบริจาคสิ่งของด้วยตัวเองอยู่ดี James Andreoni จึงได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว แรงจูงใจในการบริจาคมีลักษณะเป็นแบบ Impure altruism คือผู้บริจาคจะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมเพิ่มสูงขึ้น และขณะเดียวกัน ผู้บริจาคก็จะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคเฉพาะของตัวเองเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้น แม้ว่าจะเกิดการหักล้างกันระหว่างสิ่งของบริจาคของผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง แต่ก็เป็นการหักล้างกันที่ไม่สมบูรณ์ ผู้บริจาคยังคงต้องการบริจาคสิ่งของด้วย ตัวเอง เพราะระดับการบริจาคเฉพาะบุคคลจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริจาคโดยตรง ในรูปของความภาคภูมิใจ ความสุขใจ ความรู้สึกยินดีที่ได้ให้ หรือก็คือ "แม้ว่าของบริจาคจะมีเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว เราจะรู้สึกเป็นสุขมากขึ้น ถ้าเราได้มีส่วนร่วมในการบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"
จะเห็นว่าเหตุผลสำคัญของการบริจาคเกิดขึ้นมาจากค่านิยมของคนในสังคม ตราบใดที่คนในสังคมเห็นว่าการอยู่ร่วมกันเป็น กลุ่มสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในสังคม อรรถประโยชน์ของบุคคลในสังคมก็จะมีลักษณะเป็นแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interdependence of utility) โดยมีการให้ความสำคัญกับการกระทำที่เห็นแก่ ผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ทั้งในแง่ของการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน และการให้ที่หวังผลตอบแทน การกระทำเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน แต่การปลูก จิตสำนึกให้คนในสังคมมีระดับของความเห็นอกเห็นใจ และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันมากขึ้น ก็ย่อมเป็นแนวทางหนึ่งของการเสริมสร้างความสุขมวลรวมของสังคมให้มากยิ่งขึ้น
เนื่องจาก ผู้บริจาคย่อมทราบดีว่าผู้ประสบภัยมีความต้องการอะไร เช่น อาหาร เสื้อผ้า น้ำดื่ม ที่พักอาศัย เป็นต้น ดังนั้น โอกาสที่การช่วยเหลือจะสามารถเยียวยาหรือบรรเทาความทุกข์จึงเกิดขึ้นได้มาก แต่ก็อาจจะมีคำถามว่าอะไรคือเหตุที่ผู้คนมากมายสมัครใจที่จะให้ความช่วยเหลือบุคคลที่กำลังประสบความลำบาก
ตามแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการให้ Serge-Christophe Kolm ได้แบ่งรูปแบบของการให้ (giving) ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการโอนย้ายถ่ายเทสินค้าและบริการของคน ในสังคมออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
1) การเอาไป (taking) เป็นการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยการยึด ยื้อแย่งสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง โดยเจ้าของสิ่งนั้นไม่เต็มใจ
2) การแลกเปลี่ยน (exchange) เป็นรูปแบบการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ ที่ตั้งอยู่บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของตน (self-interest) เช่น การแลกเปลี่ยนผ่านกลไกตลาด (market exchange)
3) การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (reciprocity) เป็นรูปแบบการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน แต่อยู่บนหลักการของความเอื้ออาทรต่อกันและกันมากกว่า การเน้นการรักษาผลประโยชน์ของตน (self-interest) เป็นที่ตั้ง
และสุดท้าย
4) การบริจาค (giving) หมายถึงการโอนย้ายถ่ายเท (transfer) สินค้าและบริการ จากคนหนึ่งหรือหลายคนไปสู่คนอื่น โดยไม่มีเงื่อนไข รูปแบบการให้แบบนี้มีเหตุผลหลักมาจากการคำนึงถึง ผลประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าผลประโยชน์ของตน (altruism) ซึ่งตรงกันข้ามกับการคำนึงถึงประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง
บุคคลจะมีพฤติกรรมการให้เป็นไปในลักษณะใด ย่อมขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่น อรรถประโยชน์ของแต่ละบุคคล หากบุคคลมีความเห็นแก่ตัว (selfish) ลักษณะหรือรูปแบบของการให้ก็จะเป็นไปในทางของการแลกเปลี่ยนที่มุ่งหวังผลประโยชน์แก่ตัวเอง ซึ่งแสดงว่าอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจของบุคคลจะเพิ่มขึ้น หากได้รับสินค้าและบริการมาเพื่อการบริโภคของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แต่หากบุคคลเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคลอื่น ๆ เป็นที่ตั้ง (altruistic) รูปแบบการให้ก็จะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และ/หรือการให้ ซึ่งแสดงว่าอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจของบุคคลจะเพิ่มขึ้น หากสินค้าและบริการถูกกระจายไปถึงมือของบุคคลอื่น ๆ รอบข้างเพิ่มมากขึ้น
ถึงตรงนี้ อาจจะดูเหมือนเป็นการขัดแย้งกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเรามักจะสมมติให้บุคคลมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่ในโลกความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่า มนุษย์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเพียงกับตัวเองอย่างเดียว แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะมนุษย์มีความรู้สึกทางจริยธรรม (moral sentiments) เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดการดำเนินชีวิต นั่นคือ นอกจากอรรถประโยชน์ของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับระดับการบริโภคสินค้าและบริการของ ตัวเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของบุคคลอื่นในสังคมด้วย
ดังนั้น นอกจากเราจะเลือกบริโภคสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ตัวเองแล้ว ในบางกรณี เรายังจะเลือกโอนย้ายถ่ายเทสินค้าและบริการในความ ครอบครองของเราไปให้บุคคลอื่นบริโภคใน รูปแบบของการบริจาค ซึ่งเมื่อบุคคลอื่นได้รับความพึงพอใจจากการบริโภคเพิ่มขึ้นแล้ว จะส่งผลย้อนกลับมาให้เรามีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือ "เราเห็นบุคคลอื่นเป็นสุข เราย่อมเป็นสุขด้วย"
Jack Hirshleifer and David Hirshleifer ได้อธิบายในประเด็นนี้เอาไว้ว่า ความพึงพอใจของบุคคลที่เป็นผู้บริจาค จะขึ้นอยู่กับฐานะรายได้ของตัวเองและบุคคลอื่น โดยหากเรามีฐานะร่ำรวยกว่าบุคคลอื่น เราก็จะมีความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจต่อบุคคลอื่น และจะจัดสรรเงินที่เรามีอยู่ให้กับบุคคลอื่น จนกว่าเราจะบรรลุถึงความ พึงพอใจสูงสุด แต่หากเรามีรายได้เท่ากับบุคคลอื่น เราก็จะไม่บริจาคเงินให้กับบุคคลอื่น เพราะฐานะของเรากับบุคคลอื่นเท่ากันอยู่แล้ว หรือก็คือเราจะตัดสินใจให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเห็นว่าผู้อื่นอยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่าเรานั่นเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมบริจาคเงิน สิ่งของต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม บางรายถึงกับไปร่วมแจกสิ่งของในพื้นที่เลยก็มี
คำถามที่ตามมาก็คืออะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้บุคคลบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ในประเด็นนี้ เราสามารถหาคำตอบได้จากงานวิจัยของ James Andreoni ซึ่งได้แบ่งแรงจูงใจในการบริจาคออกเป็น 2 ลักษณะ คือแรงจูงใจในการบริจาคแบบ Pure altruism คือแรงจูงใจของการบริจาค อันเป็นผลจากการที่บุคคลนึกถึงผู้อื่นเพียงอย่างเดียว และแรงจูงใจในการบริจาคแบบ Impure altru ism คือแรงจูงใจของการบริจาค อันเป็นผลจากการที่บุคคลนึกถึงผู้อื่นและตัวเอง
ในกรณีที่แรงจูงใจในการบริจาคเป็นแบบ Pure altruism แสดงว่าผู้บริจาคจะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็คือบุคคลอาจจะไม่ได้เป็นผู้บริจาคก็ได้ แต่หากบุคคลเห็นว่าในสังคมตอนนี้มีปริมาณสิ่งของบริจาคมากขึ้น บุคคลนั้นก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย หรือกล่าวได้ว่า ในกรณีที่ผู้บริจาคมีแรงจูงใจแบบ Pure altruism จะเกิดการหักล้างกัน (Crowd- out) กันโดยสมบูรณ์ระหว่างสิ่งของบริจาคของผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง คือหากมีผู้หนึ่งบริจาคสิ่งของเพิ่มมากขึ้น อีกบุคคลหนึ่งก็จะลดระดับการบริจาคของตัวเองลง เพราะบุคคลสนใจเพียงว่า ปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมมีเพียงพอกับผู้รับบริจาคหรือไม่ ซึ่ง James Andreoni กล่าวว่า แนวคิดแบบนี้อาจจะไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมการบริจาคของบุคคลได้ เพราะแม้ว่าสิ่งของบริจาคทั้งหมดจะเพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว บุคคลก็ยังมีความต้องการบริจาคสิ่งของด้วยตัวเองอยู่ดี James Andreoni จึงได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว แรงจูงใจในการบริจาคมีลักษณะเป็นแบบ Impure altruism คือผู้บริจาคจะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมเพิ่มสูงขึ้น และขณะเดียวกัน ผู้บริจาคก็จะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคเฉพาะของตัวเองเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้น แม้ว่าจะเกิดการหักล้างกันระหว่างสิ่งของบริจาคของผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง แต่ก็เป็นการหักล้างกันที่ไม่สมบูรณ์ ผู้บริจาคยังคงต้องการบริจาคสิ่งของด้วย ตัวเอง เพราะระดับการบริจาคเฉพาะบุคคลจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริจาคโดยตรง ในรูปของความภาคภูมิใจ ความสุขใจ ความรู้สึกยินดีที่ได้ให้ หรือก็คือ "แม้ว่าของบริจาคจะมีเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว เราจะรู้สึกเป็นสุขมากขึ้น ถ้าเราได้มีส่วนร่วมในการบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"
จะเห็นว่าเหตุผลสำคัญของการบริจาคเกิดขึ้นมาจากค่านิยมของคนในสังคม ตราบใดที่คนในสังคมเห็นว่าการอยู่ร่วมกันเป็น กลุ่มสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในสังคม อรรถประโยชน์ของบุคคลในสังคมก็จะมีลักษณะเป็นแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interdependence of utility) โดยมีการให้ความสำคัญกับการกระทำที่เห็นแก่ ผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ทั้งในแง่ของการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน และการให้ที่หวังผลตอบแทน การกระทำเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน แต่การปลูก จิตสำนึกให้คนในสังคมมีระดับของความเห็นอกเห็นใจ และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันมากขึ้น ก็ย่อมเป็นแนวทางหนึ่งของการเสริมสร้างความสุขมวลรวมของสังคมให้มากยิ่งขึ้น
เงินเฟ้อโลก ดอกเบี้ยไทยและเรื่องที่ไม่พูด
หากมีการนึกถึงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด คงหนีไม่พ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหลักการของนโยบาย คือ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำส่งเสริมการลงทุน การทำธุรกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูง เพิ่มต้นทุนการลงทุน การทำธุรกิจ รวมทั้งชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดการจ้างงานแน่นอน การใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูง ไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป แต่ที่ต้องมีการนำมาใช้ เนื่องจากต้องการชะลอเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินควร และป้องกันการเกิดปัญหาเงินเฟ้อ
บทความนี้ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงบางประการเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่คิดว่าสำคัญแต่ไม่ได้มีการพูดกันมากนัก ดังนี้
1. เงินเฟ้อโลกลดลงและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา (2533- 2552) อัตราเงินเฟ้อของโลกรวมทั้งของประเทศไทยลดลงมาก (ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยบาร์เรลละ 23 ดอลลาร์ ในปี 2533 เป็นเฉลี่ยบาร์เรลละ 97 ดอลลาร์ ในปี 2551 ก่อนลดลงเหลือ 62 ในปี 2552) และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า (2553-2557)
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกและประเทศต่างๆ ลดลงในระยะที่ผ่านมาเนื่องจากการรวมตัวทางการเศรษฐกิจโลก การแข่งขันส่งออก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สำหรับ 4-5 ปีข้างหน้า IMF มองว่าอัตราเงินเฟ้อของโลกรวมทั้งของไทยจะลดลง จากการที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับต่ำ กำลังการผลิตที่ล้นเหลือ นอกเหนือจากกระแสการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแข่งขันส่งออกและการรวมตัวทางการเศรษฐกิจของโลกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
2. เงินเฟ้อของไทยเกิดจากราคาน้ำมันและอาหารสด อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นปี 2551 ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงกว่าร้อยละ 5 จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบของโลก และเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อ พบว่าสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อมาจากราคาหมวดพลังงานและราคาหมวดอาหารสด (คิดเป็นร้อยละ 60 ของอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น) โดยอัตราเงินเฟ้อของหมวดพลังงานและอาหารสดเฉลี่ย 10 ปี ของช่วง 2543-2552 อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 6.0 และ 8.3 ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.5 และอัตราเงินเฟ้อหมวดพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่รวมพลังงานและอาหารสด) เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.0 เท่านั้น
ในทางหลักการของนโยบาย ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่มาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและสาเหตุอื่นในฝั่งของต้นทุนการผลิต (supply shocks) เนื่องจากไม่สามารถลดปัญหาต้นทุนการผลิตได้ แต่จะยิ่งเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยไม่จำเป็น
และที่น่าสนใจ คือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมาก จากเมื่อ 10 ปีก่อน จากบาร์เรลละ 28.2 ดอลลาร์ ในปี 2543 เป็นบาร์เรลละ 62 ดอลลาร์ ในปี 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 219 แต่มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อไทยน้อยมากในช่วงเวลาปี 2543-2552 ที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.5
3. ต้นทุนจากนโยบายดอกเบี้ยสูง หากปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิเช่น จากร้อยละ 1.25 เป็น 3.25 จากหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จะส่งผลให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาทต่อปี และต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทต่อปีสำหรับภาคเอกชน ซึ่งเป็นต้นทุนทางตรงของดอกเบี้ย ไม่นับรวมการลดลงของราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ยอดขายลดลงของอสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การทำธุรกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่น้อยลง รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
4. มีทางเลือกในการลดเงินเฟ้ออีก การลดอัตราเงินเฟ้อมีหลายวิธีนอกจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบมาก และเป็นวงกว้าง อาทิเช่น การใช้มาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล และการใช้มาตรการลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำในปี 2553 ตลอดจนการลดภาษีสำหรับสินค้านำเข้า ก็สามารถช่วยให้ราคาสินค้าในประเทศลดลงได้
ผู้เขียนคิดนอกกรอบว่า หากเป้าหมายคือการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แทนที่จะใช้วิธีเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีการอื่น เช่น นำเงินภาคเอกชน 2 แสนล้านบาท งบประมาณภาครัฐ 5.7 หมื่นล้านบาท และกลไกอื่นของรัฐมาใช้ในการชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า อาทิเช่น ลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต และใช้มาตรการลดค่าครองชีพด้านอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นต้น อาจจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้เช่นกัน แต่ผลกระทบในทางลบน้อยกว่า
สุดท้าย มองว่าปัญหาเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่รุนแรงนัก จากกระแสการรวมตัวทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันส่งออก (และลดราคาสินค้าส่งออก) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งกำลังการผลิตที่ล้นเหลือของโลก ถึงแม้ว่าการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อมีความจำเป็น แต่มีความจำเป็นน้อยลง ภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป และเครื่องมือในการควบคุมราคาสินค้าที่มีหลากหลาย
บทความนี้ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงบางประการเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่คิดว่าสำคัญแต่ไม่ได้มีการพูดกันมากนัก ดังนี้
1. เงินเฟ้อโลกลดลงและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา (2533- 2552) อัตราเงินเฟ้อของโลกรวมทั้งของประเทศไทยลดลงมาก (ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยบาร์เรลละ 23 ดอลลาร์ ในปี 2533 เป็นเฉลี่ยบาร์เรลละ 97 ดอลลาร์ ในปี 2551 ก่อนลดลงเหลือ 62 ในปี 2552) และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า (2553-2557)
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกและประเทศต่างๆ ลดลงในระยะที่ผ่านมาเนื่องจากการรวมตัวทางการเศรษฐกิจโลก การแข่งขันส่งออก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สำหรับ 4-5 ปีข้างหน้า IMF มองว่าอัตราเงินเฟ้อของโลกรวมทั้งของไทยจะลดลง จากการที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับต่ำ กำลังการผลิตที่ล้นเหลือ นอกเหนือจากกระแสการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแข่งขันส่งออกและการรวมตัวทางการเศรษฐกิจของโลกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
2. เงินเฟ้อของไทยเกิดจากราคาน้ำมันและอาหารสด อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นปี 2551 ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงกว่าร้อยละ 5 จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบของโลก และเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อ พบว่าสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อมาจากราคาหมวดพลังงานและราคาหมวดอาหารสด (คิดเป็นร้อยละ 60 ของอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น) โดยอัตราเงินเฟ้อของหมวดพลังงานและอาหารสดเฉลี่ย 10 ปี ของช่วง 2543-2552 อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 6.0 และ 8.3 ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.5 และอัตราเงินเฟ้อหมวดพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่รวมพลังงานและอาหารสด) เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.0 เท่านั้น
ในทางหลักการของนโยบาย ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่มาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและสาเหตุอื่นในฝั่งของต้นทุนการผลิต (supply shocks) เนื่องจากไม่สามารถลดปัญหาต้นทุนการผลิตได้ แต่จะยิ่งเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยไม่จำเป็น
และที่น่าสนใจ คือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมาก จากเมื่อ 10 ปีก่อน จากบาร์เรลละ 28.2 ดอลลาร์ ในปี 2543 เป็นบาร์เรลละ 62 ดอลลาร์ ในปี 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 219 แต่มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อไทยน้อยมากในช่วงเวลาปี 2543-2552 ที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.5
3. ต้นทุนจากนโยบายดอกเบี้ยสูง หากปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิเช่น จากร้อยละ 1.25 เป็น 3.25 จากหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จะส่งผลให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาทต่อปี และต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทต่อปีสำหรับภาคเอกชน ซึ่งเป็นต้นทุนทางตรงของดอกเบี้ย ไม่นับรวมการลดลงของราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ยอดขายลดลงของอสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การทำธุรกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่น้อยลง รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
4. มีทางเลือกในการลดเงินเฟ้ออีก การลดอัตราเงินเฟ้อมีหลายวิธีนอกจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบมาก และเป็นวงกว้าง อาทิเช่น การใช้มาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล และการใช้มาตรการลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำในปี 2553 ตลอดจนการลดภาษีสำหรับสินค้านำเข้า ก็สามารถช่วยให้ราคาสินค้าในประเทศลดลงได้
ผู้เขียนคิดนอกกรอบว่า หากเป้าหมายคือการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แทนที่จะใช้วิธีเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีการอื่น เช่น นำเงินภาคเอกชน 2 แสนล้านบาท งบประมาณภาครัฐ 5.7 หมื่นล้านบาท และกลไกอื่นของรัฐมาใช้ในการชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า อาทิเช่น ลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต และใช้มาตรการลดค่าครองชีพด้านอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นต้น อาจจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้เช่นกัน แต่ผลกระทบในทางลบน้อยกว่า
สุดท้าย มองว่าปัญหาเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่รุนแรงนัก จากกระแสการรวมตัวทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันส่งออก (และลดราคาสินค้าส่งออก) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งกำลังการผลิตที่ล้นเหลือของโลก ถึงแม้ว่าการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อมีความจำเป็น แต่มีความจำเป็นน้อยลง ภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป และเครื่องมือในการควบคุมราคาสินค้าที่มีหลากหลาย
เวทางค์ พ่วงทรัพย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของแรงงานไทย
และแล้วของขวัญปีใหม่ 2554 จากรัฐบาลที่ให้กับแรงงานไทยก็ถูกแกะกล่องออกมา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับเพิ่มสูงสุด 17 บาทต่อวันคือ ภูเก็ต ซึ่งการปรับครั้งนี้จะทำให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดในไทย คือ 221 บาทต่อวัน แซงแชมป์เก่า อย่างกรุงเทพฯ และสมุทรปราการไปเพียง 1 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดที่ได้รับการปรับน้อยสุด 8 บาทต่อวัน มี 7 จังหวัด เช่น พะเยา และศรีสะเกษ ซึ่งจะทำให้พะเยาจะมีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำที่สุดที่ 159 บาท โดยพะเยายังคงรักษาตำแหน่งจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำที่สุดต่อไป
คงจะดีหากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสามารถช่วยผู้ใช้แรงงานได้จริง ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่หากพิจารณาโดยแท้จริงแล้วจะพบว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 3% การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริง (ปรับผลของเงินเฟ้อออกแล้ว) กลับไปมีระดับเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้วพอดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 165 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อไปพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริงลดลงประมาณ 4%
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคราวนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับขึ้นประมาณ 2-3% แต่การปรับครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7% (จาก 165 เป็น 176 บาทต่อวัน) ผลดีของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือผู้ใช้แรงงานน่าจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการก็จะมีต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจปรับราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คงไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นมากเท่าใดนัก
การเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งจำเป็นแต่ควรทำผ่านการเพิ่ม labor productivity ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2544-2553) แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย โดยหากเทียบค่าจ้างแท้จริงในช่วงเดียวกันนี้ จะพบว่าค่าจ้างแท้จริงเพิ่มขึ้นเพียง 2% แน่นอนว่าการเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแต่ควรทำผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะในคน เช่น จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้แรงงานเพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะการผลิต ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แรงงานไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งเพียงแค่ค่าจ้างขั้นต่ำอีกต่อไป
คงจะดีหากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสามารถช่วยผู้ใช้แรงงานได้จริง ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่หากพิจารณาโดยแท้จริงแล้วจะพบว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 3% การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริง (ปรับผลของเงินเฟ้อออกแล้ว) กลับไปมีระดับเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้วพอดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 165 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อไปพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริงลดลงประมาณ 4%
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคราวนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับขึ้นประมาณ 2-3% แต่การปรับครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7% (จาก 165 เป็น 176 บาทต่อวัน) ผลดีของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือผู้ใช้แรงงานน่าจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการก็จะมีต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจปรับราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คงไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นมากเท่าใดนัก
การเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งจำเป็นแต่ควรทำผ่านการเพิ่ม labor productivity ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2544-2553) แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย โดยหากเทียบค่าจ้างแท้จริงในช่วงเดียวกันนี้ จะพบว่าค่าจ้างแท้จริงเพิ่มขึ้นเพียง 2% แน่นอนว่าการเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแต่ควรทำผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะในคน เช่น จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้แรงงานเพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะการผลิต ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แรงงานไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งเพียงแค่ค่าจ้างขั้นต่ำอีกต่อไป
ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ( kampon.adireksombat@scb.co.th ) EIC-Economic Intelligence Center
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553
การแทรกแซงกลไกตลาดเสรี
อดัม สมิธ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาเศรษฐศาสตร์จากการเขียนหนังสือ “The Wealth of Nations” นั้นในแก่นสารได้นำเสนอแนวคิดหลัก 2 ประการซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ
1. การแข่งขันกันโดยเสรีของประชาชนในฐานะผู้ซื้อ คือผู้แสวงหาสินค้าและบริการที่คุ้มค่าที่สุดตามความต้องการของตนเอง และในขณะเดียวกันการแข่งขันของผู้ประกอบการในการที่จะผลิตสินค้าและบริการให้ได้ในราคาถูกและคุณภาพดีที่สุดจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดและให้ผลประโยชน์สูงสุดกับเศรษฐกิจโดยรวม หมายความว่าความพยายามของทุกฝ่ายที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (หรือความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว) จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือการแข่งขันอย่างเสรีจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดทางเศรษฐกิจ (economic efficiency)
2. โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจึงไม่จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกลางใดที่จะต้องมีความรอบรู้หรือความสามารถพิเศษเพื่อช่วยตัดสินใจหรือวางแผนเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศ ตรงกันข้ามการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ (decentralized decision-making) ให้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ระบบตลาดเสรีนั้นมีสมมุติฐานคล้ายคลึงกับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือระบบตลาดเสรีคือการที่อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่กับประชาชน ในขณะที่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจการปกครองอยู่กับประชาชนเช่นกัน
แต่ต่อมาก็สามารถมองเห็นข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบตลาดเสรี ทำให้ต้องมีการเข้ามาแทรกแซงโดยภาครัฐในประเด็นต่างๆ ที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1. ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้จากกลไกตลาดเสรี กล่าวคือระบบเศรษฐกิจที่ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คน ซึ่งหลายคนจะมองว่าไม่เป็นธรรมนั้นก็มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเหตุสมควรที่รัฐบาลจะเก็บภาษีคนรวยเพื่อนำเอาไปช่วยเหลือคนจนให้มีฐานะที่ดีขึ้น แต่การกระทำดังกล่าวย่อมจะบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (เช่นหากพยายามเก็บภาษีคนรวยมากก็อาจทำให้ความกระตือรือร้นที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและประเทศลดลงหรือคนเก่งก็อาจต้องย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ประเทศอื่นๆ ที่เก็บภาษีน้อยกว่าก็ได้)
2. บริการบางประเภทของรัฐนั้นเป็นบริการที่ให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำให้ยากที่จะอาศัยกลไกตลาดผลิตออกมาได้ในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม (public goods) เช่นงบประมาณด้านการทหารเพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายที่อาศัยกลไกตลาดไม่ได้ เพราะคนหลายคนจะอยากได้ประโยชน์จากบริการดังกล่าว แต่ไม่อยากร่วมจ่ายเงิน (free rider) ในกรณีดังกล่าวจึงต้องมีการบังคับจ่ายโดยการเก็บภาษี
3. มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจจะซบเซาอย่างยาวนาน ภาครัฐจะต้องเข้ามาเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการเร่งการใช้จ่ายและการลงทุน แม้ว่าจะต้องขาดดุลงบประมาณ (กู้เงิน) มาใช้ในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่สมควรทำเพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีสู่สภาวะปกติ รัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้คืนเงินกู้ดังกล่าว
4. ในบางกรณีการผลิตสินค้าอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมือนกับการที่ผู้ผลิตใช้ทรัพยากรของประเทศ (คือทำสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพสูงให้มีคุณภาพต่ำ) โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าดังกล่าวมากเกินไป (หรือการสร้างมลพิษมากเกินไป) ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเก็บภาษีเท่ากับผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตสินค้าดังกล่าว
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
1. การแข่งขันกันโดยเสรีของประชาชนในฐานะผู้ซื้อ คือผู้แสวงหาสินค้าและบริการที่คุ้มค่าที่สุดตามความต้องการของตนเอง และในขณะเดียวกันการแข่งขันของผู้ประกอบการในการที่จะผลิตสินค้าและบริการให้ได้ในราคาถูกและคุณภาพดีที่สุดจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดและให้ผลประโยชน์สูงสุดกับเศรษฐกิจโดยรวม หมายความว่าความพยายามของทุกฝ่ายที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (หรือความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว) จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือการแข่งขันอย่างเสรีจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดทางเศรษฐกิจ (economic efficiency)
2. โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจึงไม่จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกลางใดที่จะต้องมีความรอบรู้หรือความสามารถพิเศษเพื่อช่วยตัดสินใจหรือวางแผนเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศ ตรงกันข้ามการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ (decentralized decision-making) ให้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ระบบตลาดเสรีนั้นมีสมมุติฐานคล้ายคลึงกับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือระบบตลาดเสรีคือการที่อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่กับประชาชน ในขณะที่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจการปกครองอยู่กับประชาชนเช่นกัน
แต่ต่อมาก็สามารถมองเห็นข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบตลาดเสรี ทำให้ต้องมีการเข้ามาแทรกแซงโดยภาครัฐในประเด็นต่างๆ ที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1. ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้จากกลไกตลาดเสรี กล่าวคือระบบเศรษฐกิจที่ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คน ซึ่งหลายคนจะมองว่าไม่เป็นธรรมนั้นก็มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเหตุสมควรที่รัฐบาลจะเก็บภาษีคนรวยเพื่อนำเอาไปช่วยเหลือคนจนให้มีฐานะที่ดีขึ้น แต่การกระทำดังกล่าวย่อมจะบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (เช่นหากพยายามเก็บภาษีคนรวยมากก็อาจทำให้ความกระตือรือร้นที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและประเทศลดลงหรือคนเก่งก็อาจต้องย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ประเทศอื่นๆ ที่เก็บภาษีน้อยกว่าก็ได้)
2. บริการบางประเภทของรัฐนั้นเป็นบริการที่ให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำให้ยากที่จะอาศัยกลไกตลาดผลิตออกมาได้ในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม (public goods) เช่นงบประมาณด้านการทหารเพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายที่อาศัยกลไกตลาดไม่ได้ เพราะคนหลายคนจะอยากได้ประโยชน์จากบริการดังกล่าว แต่ไม่อยากร่วมจ่ายเงิน (free rider) ในกรณีดังกล่าวจึงต้องมีการบังคับจ่ายโดยการเก็บภาษี
3. มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจจะซบเซาอย่างยาวนาน ภาครัฐจะต้องเข้ามาเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการเร่งการใช้จ่ายและการลงทุน แม้ว่าจะต้องขาดดุลงบประมาณ (กู้เงิน) มาใช้ในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่สมควรทำเพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีสู่สภาวะปกติ รัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้คืนเงินกู้ดังกล่าว
4. ในบางกรณีการผลิตสินค้าอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมือนกับการที่ผู้ผลิตใช้ทรัพยากรของประเทศ (คือทำสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพสูงให้มีคุณภาพต่ำ) โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าดังกล่าวมากเกินไป (หรือการสร้างมลพิษมากเกินไป) ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเก็บภาษีเท่ากับผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตสินค้าดังกล่าว
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)