การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แทบทุกภาคของประเทศ ได้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก ข่าวที่ตามมาก็คือการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การบริจาคเงิน สิ่งของจำเป็น หรือแม้แต่การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ เพื่อไปร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในเวลาเช่นนี้ ผู้บริจาคมีต้นทุนธุรกรรมจากการหา (search cost) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เนื่องจาก ผู้บริจาคย่อมทราบดีว่าผู้ประสบภัยมีความต้องการอะไร เช่น อาหาร เสื้อผ้า น้ำดื่ม ที่พักอาศัย เป็นต้น ดังนั้น โอกาสที่การช่วยเหลือจะสามารถเยียวยาหรือบรรเทาความทุกข์จึงเกิดขึ้นได้มาก แต่ก็อาจจะมีคำถามว่าอะไรคือเหตุที่ผู้คนมากมายสมัครใจที่จะให้ความช่วยเหลือบุคคลที่กำลังประสบความลำบาก
ตามแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการให้ Serge-Christophe Kolm ได้แบ่งรูปแบบของการให้ (giving) ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการโอนย้ายถ่ายเทสินค้าและบริการของคน ในสังคมออกเป็น 4 รูปแบบ คือ
1) การเอาไป (taking) เป็นการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยการยึด ยื้อแย่งสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง โดยเจ้าของสิ่งนั้นไม่เต็มใจ
2) การแลกเปลี่ยน (exchange) เป็นรูปแบบการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ ที่ตั้งอยู่บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของตน (self-interest) เช่น การแลกเปลี่ยนผ่านกลไกตลาด (market exchange)
3) การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (reciprocity) เป็นรูปแบบการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ โดยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน แต่อยู่บนหลักการของความเอื้ออาทรต่อกันและกันมากกว่า การเน้นการรักษาผลประโยชน์ของตน (self-interest) เป็นที่ตั้ง
และสุดท้าย
4) การบริจาค (giving) หมายถึงการโอนย้ายถ่ายเท (transfer) สินค้าและบริการ จากคนหนึ่งหรือหลายคนไปสู่คนอื่น โดยไม่มีเงื่อนไข รูปแบบการให้แบบนี้มีเหตุผลหลักมาจากการคำนึงถึง ผลประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าผลประโยชน์ของตน (altruism) ซึ่งตรงกันข้ามกับการคำนึงถึงประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง
บุคคลจะมีพฤติกรรมการให้เป็นไปในลักษณะใด ย่อมขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่น อรรถประโยชน์ของแต่ละบุคคล หากบุคคลมีความเห็นแก่ตัว (selfish) ลักษณะหรือรูปแบบของการให้ก็จะเป็นไปในทางของการแลกเปลี่ยนที่มุ่งหวังผลประโยชน์แก่ตัวเอง ซึ่งแสดงว่าอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจของบุคคลจะเพิ่มขึ้น หากได้รับสินค้าและบริการมาเพื่อการบริโภคของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แต่หากบุคคลเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคลอื่น ๆ เป็นที่ตั้ง (altruistic) รูปแบบการให้ก็จะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และ/หรือการให้ ซึ่งแสดงว่าอรรถประโยชน์หรือความพึงพอใจของบุคคลจะเพิ่มขึ้น หากสินค้าและบริการถูกกระจายไปถึงมือของบุคคลอื่น ๆ รอบข้างเพิ่มมากขึ้น
ถึงตรงนี้ อาจจะดูเหมือนเป็นการขัดแย้งกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเรามักจะสมมติให้บุคคลมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่ในโลกความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่า มนุษย์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเพียงกับตัวเองอย่างเดียว แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะมนุษย์มีความรู้สึกทางจริยธรรม (moral sentiments) เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดการดำเนินชีวิต นั่นคือ นอกจากอรรถประโยชน์ของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับระดับการบริโภคสินค้าและบริการของ ตัวเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของบุคคลอื่นในสังคมด้วย
ดังนั้น นอกจากเราจะเลือกบริโภคสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ตัวเองแล้ว ในบางกรณี เรายังจะเลือกโอนย้ายถ่ายเทสินค้าและบริการในความ ครอบครองของเราไปให้บุคคลอื่นบริโภคใน รูปแบบของการบริจาค ซึ่งเมื่อบุคคลอื่นได้รับความพึงพอใจจากการบริโภคเพิ่มขึ้นแล้ว จะส่งผลย้อนกลับมาให้เรามีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือ "เราเห็นบุคคลอื่นเป็นสุข เราย่อมเป็นสุขด้วย"
Jack Hirshleifer and David Hirshleifer ได้อธิบายในประเด็นนี้เอาไว้ว่า ความพึงพอใจของบุคคลที่เป็นผู้บริจาค จะขึ้นอยู่กับฐานะรายได้ของตัวเองและบุคคลอื่น โดยหากเรามีฐานะร่ำรวยกว่าบุคคลอื่น เราก็จะมีความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจต่อบุคคลอื่น และจะจัดสรรเงินที่เรามีอยู่ให้กับบุคคลอื่น จนกว่าเราจะบรรลุถึงความ พึงพอใจสูงสุด แต่หากเรามีรายได้เท่ากับบุคคลอื่น เราก็จะไม่บริจาคเงินให้กับบุคคลอื่น เพราะฐานะของเรากับบุคคลอื่นเท่ากันอยู่แล้ว หรือก็คือเราจะตัดสินใจให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเห็นว่าผู้อื่นอยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่าเรานั่นเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมบริจาคเงิน สิ่งของต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม บางรายถึงกับไปร่วมแจกสิ่งของในพื้นที่เลยก็มี
คำถามที่ตามมาก็คืออะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้บุคคลบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ในประเด็นนี้ เราสามารถหาคำตอบได้จากงานวิจัยของ James Andreoni ซึ่งได้แบ่งแรงจูงใจในการบริจาคออกเป็น 2 ลักษณะ คือแรงจูงใจในการบริจาคแบบ Pure altruism คือแรงจูงใจของการบริจาค อันเป็นผลจากการที่บุคคลนึกถึงผู้อื่นเพียงอย่างเดียว และแรงจูงใจในการบริจาคแบบ Impure altru ism คือแรงจูงใจของการบริจาค อันเป็นผลจากการที่บุคคลนึกถึงผู้อื่นและตัวเอง
ในกรณีที่แรงจูงใจในการบริจาคเป็นแบบ Pure altruism แสดงว่าผู้บริจาคจะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็คือบุคคลอาจจะไม่ได้เป็นผู้บริจาคก็ได้ แต่หากบุคคลเห็นว่าในสังคมตอนนี้มีปริมาณสิ่งของบริจาคมากขึ้น บุคคลนั้นก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย หรือกล่าวได้ว่า ในกรณีที่ผู้บริจาคมีแรงจูงใจแบบ Pure altruism จะเกิดการหักล้างกัน (Crowd- out) กันโดยสมบูรณ์ระหว่างสิ่งของบริจาคของผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง คือหากมีผู้หนึ่งบริจาคสิ่งของเพิ่มมากขึ้น อีกบุคคลหนึ่งก็จะลดระดับการบริจาคของตัวเองลง เพราะบุคคลสนใจเพียงว่า ปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมมีเพียงพอกับผู้รับบริจาคหรือไม่ ซึ่ง James Andreoni กล่าวว่า แนวคิดแบบนี้อาจจะไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมการบริจาคของบุคคลได้ เพราะแม้ว่าสิ่งของบริจาคทั้งหมดจะเพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว บุคคลก็ยังมีความต้องการบริจาคสิ่งของด้วยตัวเองอยู่ดี James Andreoni จึงได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว แรงจูงใจในการบริจาคมีลักษณะเป็นแบบ Impure altruism คือผู้บริจาคจะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคมวลรวมเพิ่มสูงขึ้น และขณะเดียวกัน ผู้บริจาคก็จะได้รับความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นจากการบริจาค เมื่อปริมาณสิ่งของบริจาคเฉพาะของตัวเองเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้น แม้ว่าจะเกิดการหักล้างกันระหว่างสิ่งของบริจาคของผู้หนึ่งกับอีกผู้หนึ่ง แต่ก็เป็นการหักล้างกันที่ไม่สมบูรณ์ ผู้บริจาคยังคงต้องการบริจาคสิ่งของด้วย ตัวเอง เพราะระดับการบริจาคเฉพาะบุคคลจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริจาคโดยตรง ในรูปของความภาคภูมิใจ ความสุขใจ ความรู้สึกยินดีที่ได้ให้ หรือก็คือ "แม้ว่าของบริจาคจะมีเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว เราจะรู้สึกเป็นสุขมากขึ้น ถ้าเราได้มีส่วนร่วมในการบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"
จะเห็นว่าเหตุผลสำคัญของการบริจาคเกิดขึ้นมาจากค่านิยมของคนในสังคม ตราบใดที่คนในสังคมเห็นว่าการอยู่ร่วมกันเป็น กลุ่มสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในสังคม อรรถประโยชน์ของบุคคลในสังคมก็จะมีลักษณะเป็นแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interdependence of utility) โดยมีการให้ความสำคัญกับการกระทำที่เห็นแก่ ผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ทั้งในแง่ของการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน และการให้ที่หวังผลตอบแทน การกระทำเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน แต่การปลูก จิตสำนึกให้คนในสังคมมีระดับของความเห็นอกเห็นใจ และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันมากขึ้น ก็ย่อมเป็นแนวทางหนึ่งของการเสริมสร้างความสุขมวลรวมของสังคมให้มากยิ่งขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น