คงจะดีหากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสามารถช่วยผู้ใช้แรงงานได้จริง ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่หากพิจารณาโดยแท้จริงแล้วจะพบว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 3% การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริง (ปรับผลของเงินเฟ้อออกแล้ว) กลับไปมีระดับเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้วพอดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 165 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อไปพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริงลดลงประมาณ 4%
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคราวนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับขึ้นประมาณ 2-3% แต่การปรับครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7% (จาก 165 เป็น 176 บาทต่อวัน) ผลดีของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือผู้ใช้แรงงานน่าจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการก็จะมีต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจปรับราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คงไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นมากเท่าใดนัก
การเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งจำเป็นแต่ควรทำผ่านการเพิ่ม labor productivity ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2544-2553) แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย โดยหากเทียบค่าจ้างแท้จริงในช่วงเดียวกันนี้ จะพบว่าค่าจ้างแท้จริงเพิ่มขึ้นเพียง 2% แน่นอนว่าการเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแต่ควรทำผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะในคน เช่น จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้แรงงานเพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะการผลิต ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แรงงานไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งเพียงแค่ค่าจ้างขั้นต่ำอีกต่อไป
ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ( kampon.adireksombat@scb.co.th ) EIC-Economic Intelligence Center
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น